อยากลืม..กลับจำ อยากจำแต่เอ๊ะ ! ทำไมจำไม่ได้

สมองเสื่อมในผู้สูงอายุ เป็นอาการซึ่งเกิดจากความผิดปกติในการทำงานของสมองหลายๆ ด้านแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้มีการเสื่อมของระบความจำ ความเข้าใจเหตุผล การคิดวิเคราะห์ และการควบคุมตนเองเสื่อมถอย

สาเหตุของโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่พบบ่อยที่สุด คือ โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น การดูแลทางการแพทย์ จึงต้องเน้นการปรับสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยให้มีความปลอดภัย ช่วยเหลือญาติหรือผู้ดูแลในการรับมือกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้ป่วย

10 อาการเตือน ที่กำลังบอกว่าผู้สูงอายุ อาจเริ่มเป็นโรคสมองเสื่อม ได้แก่

  1. ถามซ้ำแล้วซ้ำอีก หลงลืมเรื่อราวหรือเหตุการณ์ใหม่ๆ ในขณะที่เรื่องเก่าๆยังจำได้ดี
  2. ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ เป็นขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง เช่นลืมขั้นตอนจ่ายเงินเมื่อไปธนาคาร หรือขับรถ
  3. มีความยากลำบากในการทำงาน หรือทำกิจกรรมที่คุ้นเคย ไม่ว่าที่บ้าน หรือที่ทำงาน
  4. สับสนเรื่องบุคคล วัน เวลา หรือสถานที่
  5. ไม่ค่อยเข้าใจในภาพที่มองเห็น และเชื่อมโยงการมองกับการตัดสินใจได้ไม่ดี เช่น กะระยะห่างยากขึ้น วางของบนโต๊ะ แต่มัก ปล่อยลงก่อนถึงโต๊ะ นึกชื่อสิ่งของที่เห็นไม่ออก หลงทาง หรือเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์บ่อยๆ
  6. รู้สึกมีปัญหาในการใช้คำที่เหมาะสมในการพูดหรือเขียน เช่น มักจะหยุดระหว่างกำลังสนทนาและไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรต่อ หรืออาจจะพูดคำหรือประโยคเดิมซ้ำๆ
  7. ลืมของไว้ในที่ที่ไม่ควรวางและไม่สามารถย้อนนึกกลับไปได้ว่าวางไว้ที่ใด เช่น เก็บรองเท้าไว้ในตู้เย็น
  8. ความสามารถในการตัดสินใจลดลงหรือสูญเสียไป ละเลยการดูแลความสะอาดร่างกายและที่อยู่อาศัย เช่น เมื่อจะไปงานสำคัญ แต่ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรกับตนเอง ไม่ทำผม ไม่อาบน้ำ
  9. แยกตัวออกจากงานที่ทำหรือกิจกรรมที่ชื่นชอบ
  10. อารมณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป เช่น ดูสับสน วิตกกังวล หวาดกลัว หรือซึมเศร้า

คุณรู้หรือไม่ โรคที่เกิดในช่องท้องเกือบทุกชนิด สามารถผ่าตัดด้วยการส่องกล้องได้แล้วนะ

ในปัจจุบันการผ่าตัดส่องกล้องแบบแผลเล็ก ที่รู้จักกันในชื่อ MIS (Minimally Invasive Surgery) ได้เข้ามาตอบโจทย์การรักษาโรคต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกิดในช่องท้องเกือบทุกชนิด บอกได้เลยว่าการผ่าตัดผ่านกล้องแบบแผลเล็ก หรือ MIS นี้เอาอยู่จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางศัลยกรรมทั่วไปอย่าง โรคในกลุ่มโรคตับ มะเร็งตับและมะเร็งตับอ่อน โรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร โรคเกี่ยวกับลำไส้ หรือแม้กระทั่งโรคในช่องท้องที่เป็นโรคทางนรีเวช เช่น ช็อคโกแลตซีสต์ เนื้องอกที่รังไข่ เนื้องอกมดลูก ตั้งครรภ์นอกมดลูก และอื่นๆ การผ่าตัดส่องกล้องก็สามารถที่จะตอบโจทย์การรักษาได้เป็นอย่างดี

ร่างกายของมนุษย์เรานั้นมีความซับซ้อนมาก หากเมื่ออวัยวะภายในส่วนของช่องท้องไปกระทบกับสิ่งแปลกปลอมเข้าหรือเกิดความผิดปกติภายในร่างกายเองก็ตามก็จะส่งสัญญาณเตือนเราออกมาเป็นอาการในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเมื่อมีสัญญาณส่งออกมาแล้วจะมากหรือน้อยก็ตาม คุณก็อย่าได้วางใจ ถ้าเป็นไปได้คุณควรรีบไปพบแพทย์จะดีที่สุด เพื่อไม่ให้โรคภัยลุกลาม บางครั้งโรคบางชนิดก็แสดงอาการบางอย่างที่ทำให้คุณเข้าใจผิดได้ บางครั้งคุณคิดว่าอาการแบบนี้ต้องเป็นแบบนี้แน่ ซื้อยารับประทานเองเดี๋ยวก็หาย แต่เหตุการณ์กลับไม่ได้ง่ายเช่นนั้น อาการไม่หายแต่กลับหนักขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายอาการทวีขึ้นจนทนไม่ไหว เมื่อมาโรงพยาบาลให้คุณหมอตรวจ รู้ตัวอีกทีคุณอาจจะเป็นหนักมากจนถึงขั้นต้องผ่าตัดเลยก็ได้

แต่อย่างไรก็ตามแม้จะต้องผ่าตัด หากเป็นโรคที่เกิดในช่องท้องไม่ว่าจะเป็นโรคทั่วไป หรือ เป็นโรคเฉพาะของคุณผู้หญิงก็ตาม การผ่าตัดส่องกล้องแบบแผลเล็กก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ ซึ่งการผ่าตัดส่องกล้องแบบแผลเล็กนี้ช่วยในเรื่องการรักษาอาการป่วยให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น จุดเด่นเลยก็คือ เจ็บน้อยมาก แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กและหายเร็ว คนไข้ฟื้นตัวได้เร็วและยังลดการเกิดผลข้างเคียง เช่น การติดเชื้อ การเกิดแผลเป็น ได้เป็นอย่างดี เมื่อฟื้นตัวได้เร็วก็ไม่จำเป็นต้องพักฟื้นนาน ทำให้สามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว ไม่สร้างความหนักใจในเรื่องการทำงานเหมือนเมื่อก่อน เพราะสมัยก่อนผ่าตัดครั้งนึงต้องพักฟื้นกันเป็นสัปดาห์ ทำให้กระทบกับการลางาน แต่ถ้าเป็นการผ่าตัดส่องกล้องแบบแผลเล็กนี้เรื่องลางานนี้หมดห่วงไปได้เลย และโดยเฉพาะคุณสุภาพสตรี ณ ปัจจุบัน เรื่องความสวยความงามสำคัญอย่างยิ่ง ในอดีตแม้จะเป็นการผ่าตัดส่องกล้องก็ต้องมีการเจาะผิวหนังให้เกิดรอยแผล 3 – 5 รู ซึ่งบางคนกังวลมากเพราะกลัวว่าผิวหนังบริเวณนั้นจะเป็นแผลเป็นและไม่สวย แต่ ณ วันนี้การผ่าตัดส่องกล้องก้าวพัฒนาไปมาก สามารถทำได้โดยการผ่าตัดส่องกล้องซ่อนรอยแผล 1 รู ที่บริเวณสะดือ หรืออาจใช้กล้องส่องทางช่องคลอดเพื่อทำการผ่าตัด ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าไร้รอยแผลเลยก็ว่าได้ นี่คืออีกหนึ่งก้าวของพัฒนาการในการผ่าตัดส่องกล้องนั่นเอง

การผ่าตัดส่องกล้อง นอกจากจะต้องอาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์แล้ว ประสบการณ์ของศัลยแพทย์ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่จะทำให้การรักษาเกิดประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งทางโรงพยาบาลสมิติเวชของเรานั้น เรามีแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญในการผ่าตัดส่องกล้องแบบแผลเล็กในทุกสาขาทางการแพทย์และยังมีทีมแพทย์ที่ชำนาญงานในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพออีกด้วย การรักษาของเราจึงเต็มไปด้วยประสิทธิภาพและความปลอดภัย เพราะเราคำนึงถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้านของผู้ป่วยอยู่เสมอ ถ้าหากคุณมีอาการผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดท้อง, ประจำเดือนผิดปกติ หรืออาการอื่นๆ ก็ตาม อย่าได้นิ่งนอนใจและคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ขอให้คุณมาตรวจได้เลย เรายินดีให้บริการคุณอย่างเต็มที่เสมอ


พังผืดในอุ้งเชิงกราน หนึ่งปัญหาที่ทำให้การใช้ชีวิตสะดุด

การใช้ชีวิตในแต่ละวันของเรานั้นเป็นเรื่องที่น่าสนุก เพราะเราไม่อาจรู้ว่าในแต่ละวันเราจะได้เจออะไรบ้าง แต่คงไม่ดีแน่ถ้าทุกอย่างต้องมาสะดุดหยุดลงด้วยความป่วยไข้ไม่สบาย ซึ่งสำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลายแล้วมีปัญหามากมายที่ทำให้เกิดการป่วยไข้ขึ้นได้หนึ่งในนั้นก็คือ ปัญหาพังผืดในอุ้งเชิงกรานเป็นภาวะหนึ่งที่สร้างปัญหาให้กับชีวิตไม่น้อยเหมือนกัน ครั้งนี้หมอจึงขอนำเสนอเรื่องนี้ไว้เป็นความรู้แก่ทุกคน จะน่าสนใจแค่ไหนมาติดตามกัน

พังผืดในอุ้งเชิงกรานเป็นอย่างไร

ก่อนอื่นเลย เราต้องมาทำความรู้จักกับอุ้งเชิงกรานกันก่อน ส่วนบริเวณช่องท้องของร่างกายเราจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่อยู่เหนือกระดูกเชิงกรานขึ้นไป และส่วนที่อยู่ต่ำกว่ากระดูกเชิงกรานลงมา ส่วนที่อยู่ต่ำกว่านี่เองที่เราเรียกว่าอุ้งเชิงกราน ถ้าจะมองจากภายนอกให้เข้าใจง่ายๆ ขึ้นก็บริเวณที่เรียกว่าท้องน้อยนั่นเอง ทีนี้มาดูส่วนของพังผืดกันบ้าง เมื่อร่างกายของเราเกิดการบาดเจ็บ อักเสบ หรือระคายเคือง กลไกของร่างกายก็จะทำการปกป้องและซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมา ซึ่งเนื้อเยื่อที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ก็จะมีลักษณะเป็นเส้นใยเหนียว เพื่อจะทำการเหนี่ยวรั้งอวัยวะต่างๆ ให้กลับมาติดกัน เนื้อเยื่อที่สร้างมาใหม่นี่ก็คือพังผืด อย่างสมมุติว่าเราถูกมีดบาด ร่างกายก็จะซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างพังผืดขึ้นมาเพื่อสมานแผลให้เนื้อเยื่อติดกัน ทีนี้มาดูพังผืดในอุ้งเชิงกรานกันบ้าง พังผืดในอุ้งเชิงกราน คือพังผืดที่เกิดขึ้นรอบๆ อวัยวะทั้งหมดที่อยู่ในกระดูกอุ้งเชิงกราน คือสามารถเกิดขึ้นตรงไหนก็ได้ในกระดูกอุ้งเชิงกราน ที่จะพบบ่อยก็คือบริเวณท่อนำไข่ ปีกมดลูก บริเวณด้านหลังมดลูก รวมถึงลำไส้ตรงก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

พังผืดในอุ้งเชิงกรานเกิดขึ้นได้จากสาเหตุใด

พังผืดในอุ้งเชิงกรานเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้จาก 3 สาเหตุหลักๆ คือ

การอักเสบและติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ร่างกายของผู้หญิงถูกสร้างมาให้มีรูเปิดตามธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งรูเปิดเหล่านี้เชื้อโรคสามารถเข้าไปได้ ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบได้ เมื่อเกิดการอักเสบและระคายเคืองบ่อยๆ ก็จะทำให้เกิดพังผืดในอุ้งเชิงกรานขึ้นมานั่นเอง

การอักเสบในอุ้งกราน ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ส่วนมากแล้วถ้าเกิดพังผืดในอุ้งเชิงกรานขึ้นมาจากสาเหตุนี้ก็จะมาจากอาการเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นกลไกการพยายามกำจัดเลือดประจำเดือนออกจากร่างกายในทุกเดือน ซึ่งก็สามารถทำให้เกิดการอักเสบได้เหมือนกัน การอักเสบบ่อยๆ ก็ทำให้เป็นพังผืด

จากการผ่าตัดช่องท้อง เช่นการผ่าตัดคลอดบุตร การผ่าตัดคลอดจะทำให้เกิดแผลที่มดลูกและผนังหน้าท้อง เมื่อเกิดแผล ร่างกายก็จะทำการซ่อมตัวเองจึงทำให้เกิดพังผืด ยิ่งผ่ามากครั้งร่างกายก็ยิ่งสร้างพังผืดมากขึ้นตามจำนวนครั้งที่ผ่า

อันตรายของพังผืดในอุ้งเชิงกราน

พังผืดในอุ้งเชิงกรานไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต แต่ก็สามารถก่อให้เกิดปัญหากับการดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่น้อย เพราะเมื่อเกิดพังผืดขึ้นในบริเวณอุ้งเชิงกราน จะทำให้มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ซึ่งปกติคนไข้ที่เข้ามาหาหมอมักจะมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังแบบหาสาเหตุไม่เจอว่าปวดเพราะอะไร เมื่อหาสาเหตุไม่เจอหมอก็จะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าน่าจะเกิดจากพังผืด และอีกประการหนึ่งการมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน จะส่งผลให้มีบุตรยาก เพราะพังผืดจะไปรัดท่อนำไข่ทำให้ตัวไข่และสเปิร์มออกไม่ได้จึงทำให้มีบุตรยากขึ้น

วิธีการรักษาพังผืดในอุ้งเชิงกรานทำได้อย่างไร

แนวทางการรักษาพังผืดในอุ้งเชิงกราน ทำได้ 2 ทางคือ

  1. รักษาตามอาการ เป็นการประคับประคองอาการ คือถ้ามีอาการปวดก็จะให้รับประทานยา และงดการเคลื่อนไหวในท่าทางต่างๆ ที่จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการปวด
  2. การผ่าตัดแบบส่องกล้อง MIS ซึ่งถือว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาพังผืดในอุ้งเชิงกราน หมอต้องบอกไว้ก่อนว่าเราไม่มีทางเห็นพังผืดได้ไม่ว่าจะตรวจในรูปแบบไหนก็ตาม จะอัลตร้าซาวด์ ตรวจภายใน ทำ CT Scan อย่างไรก็ไม่สามารถที่จะเห็นพังผืดได้ นอกจากส่องกล้องเข้าไปเราถึงจะเห็นพังผืดได้ จึงนับว่าวิธีนี้เป็นทั้งการตรวจวินิจฉัยรวมทั้งการรักษาในครั้งเดียว และการผ่าตัดส่องกล้องแบบ MIS นี้เป็นการผ่าตัดที่ไม่ทำให้เกิดพังผืดซ้ำขึ้นมาในร่างกาย เพราะแผลผ่าตัดเล็กมากจึงไม่ทำให้ร่างกายบอบช้ำหรืออักเสบ

จะเห็นว่า แม้พังผืดในอุ้งเชิงกราน ไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่ก็ไม่ควรปล่อยไว้เช่นกัน เพราะถ้ามีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ก็สามารถจะสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่ามารบกวนชีวิตคุณได้


วิ่งมากไปทำให้เข่าเสื่อม…จริงหรือ?

ผมเชื่อว่านักวิ่งหลายท่านคงจะเคยได้ยินคนอื่นๆ (ที่ยังไม่ได้เริ่มวิ่ง) พูดถึงเรื่อง การวิ่งมากไปทำให้เข่าเสื่อม กันมาบ้างใช่ไหมครับ ซึ่งทำให้หลายๆ คนยังไม่กล้าเริ่มวิ่งออกกำลังกาย เนื่องมาจากกลัวอาการเข่าเสื่อมนี่แหละครับ

ผมลองหาข้อมูลตามที่ต่างๆ พบว่ามีข้อมูลจากหลายแหล่งที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะมากครับจะให้บอกทั้งหมดคงไม่ไหว ขออนุญาตินำเสนอ 3 งานวิจัยที่มีคุณภาพดีแล้วกันครับ

งานวิจัยแรกคือของ Eliza Chakravarty จากมหาวิทยาลัย Standford ที่ศึกษากลุ่มนักวิ่ง 45 คน เทียบกับกลุ่มที่ไม่วิ่ง 53 คน เป็นเวลา 18 ปี พบว่าอัตราการเกิดข้อเข่าเสื่อมในกลุ่มนักวิ่งน้อยนั้นกว่ากลุ่มที่ไม่วิ่งถึง 20% (เทียบกับ 32%) อ่านไม่ผิดหรอกครับ! กลุ่มนักวิ่งมีอาการข้อเข่าเสื่อมน้อยกว่าด้วยซ้ำ

อีกงานวิจัยเป็นของ David Felson ซึ่งศึกษาข้อมูลในผู้เข้าร่วมวิจัย 1,279 คน พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ระหว่าง การวิ่งกับอัตราการเกิดข้อเข่าเสื่อมเช่นกัน

นอกจากนี้ในปี 2013 ที่ผ่านมา มีงานวิจัยอีกงานที่เพิ่งตีพิมพ์ออกมาโดย Paul Williams ได้ตีพิมพ์งานวิจัย ที่ศึกษากลุ่ม นักวิ่ง 74,752 คน เทียบกับคนที่ออกกำลังกายด้วยการเดิน 14,625 คน พบว่าในคน ที่วิ่งมากกว่าประมาณ 2 กิโลเมตร ต่อวัน จะมีอัตราการเกิดข้อเข่าเสื่อม รวมถึงโอกาสที่จะต้องเปลี่ยนสะโพก “ลดลง!” อีกทั้งจำนวนผู้ที่มีปัญหาจากกลุ่มนักวิ่งก็ยังน้อยกว่ากลุ่มที่ออกกำลังกาย ด้วยการเดินอีกด้วยครับ โดยผู้วิจัยพบว่าสาเหตุที่สัมพันธ์กับการเกิดข้อเข่าเสื่อมก็คือ การที่มีน้ำหนักตัวมาก ซึ่งในกลุ่มนักวิ่งส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนน้ำหนักตัวที่น้อยกว่า จึงไม่ค่อยพบปัญหานี้ ส่วนนักวิ่งที่มีการออกกำลังกายอย่างอื่นร่วมด้วย พบว่ามีอัตราการเกิดข้อเข่าเสื่อมสูงขึ้นครับ

ผมคิดว่าปัจจุบันนี้เราน่าจะสามารถสรุปเรื่องนี้ได้แล้วครับว่า “การวิ่งไม่ได้ทำให้ข้อเข่าเสื่อม” แถมยังช่วยป้องกันได้ด้วยซ้ำ ในเมื่อมีงานวิจัยใหญ่ขนาดนี้มารองรับแล้ว ต่อไปเวลามีคนบอกว่า “วิ่งมากๆ ระวังข้อเข่าเสื่อมนะ” นักวิ่งทุกท่านก็ไม่ต้องกังวลแล้วล่ะครับ


ทำหมันไร้แผลทางเลือกที่ปลอดภัยในการคุมกำเนิดแบบใหม่

การทำหมันไร้แผลคืออะไร อาจมีหลายๆ คนที่ยังสงสัยกับทางเลือกนี้อยู่ ครั้งนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดที่น่าสนใจรวมทั้งคุณประโยชน์ อดี และข้อจำกัดของการทำหมันไร้แผลกัน ซึ่งในครั้งนี้เราได้รับความอนุเคราะห์จาก นายแพทย์สันติ พงศ์ภัณฑารักษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวชมาให้ข้อมูลความรู้แก่เราด้วย จะมีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจมาติดตามกันเลย

การทำหมันไร้แผล จัดเป็นส่วนหนึ่งของการผ่าตัดผ่านกล้องไร้แผลทางนรีเวช หรือ Natural Orifice Transluminal Endoscopic Surgery (NOTES) ซึ่งในต่างประเทศวิธีการนี้มีมาร่วม 10 ปี แล้ว แต่ในประเทศไทยนั้นเพิ่งเป็นที่รู้จักกันไม่นานมานี้ วิธีการนี้เป็นการใช้กล้องเข้ามาช่วยในการผ่าตัดส่องเข้าไปในบริเวณที่ไม่สามารถมองเห็น โดยการสอดกล้องและเครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็กมากๆ ผ่านทางช่องคลอด ซึ่งเป็นช่องเปิดธรรมชาติของร่างกาย โดยไม่ต้องเปิดแผลบนผนังหน้าท้องอีกต่อไป ซึ่งวิธีการนี้นอกจากจะใช้ในเรื่องของการทำหมันแล้วแพทย์ยังสามารถใช้ในการรักษาและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับคนไข้ได้ในหลายกรณีเช่น การตัดปีกมดลูกจากกรณีท้องนอกมดลูก การรักษาซีสหรือถุงน้ำรังไข่ที่ไม่มีผังผืดมากและไม่สงสัยภาวะมะเร็ง แม้กระทั่งการตัดมดลูกแบบไร้แผลก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่วิธีการผ่าตัดผ่านกล้องไร้แผลที่รวมเอาการทำหมันไร้แผลเข้าไปด้วยนี้ยังมีแพทย์ผู้ชำนาญการในเรื่องนี้น้อยมาก วิธีการนี้จึงยังคงเป็นทางเลือกหนึ่งในการทำหมันเท่านั้น ยังไม่ใช่วิธีการแรกที่แพทย์จะเลือกใช้ ซึ่งทั้งนี้ต้องอยู่ที่การประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ว่าคนไข้เหมาะสมที่จะใช้วิธีการนี้หรือไม่รวมถึงการตัดสินใจของคนไข้เองด้วย แต่คุณหมอได้ย้ำกับเราว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่น่าสนใจมากและน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีมากในการรักษาโรคที่จำเป็นต้องผ่าตัด เพราะสามารถตอบโจทย์ในเรื่องข้อจำกัดต่าง ๆ รวมถึงตอบสนองความต้องการของคนไข้ได้ดีมากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญคุณหมอสันติได้ชี้ให้เราเห็นข้อดีและคุณประโยชน์ของวิธีการทำหมันแบบไร้แผลด้วย โดยคุณหมอได้ให้ข้อมูลไว้ว่า เมื่อต้องการทำหมันคนส่วนใหญ่ก็ต้องนึกถึงเรื่องการผ่าตัด ซึ่งเมื่อนึกถึงการผ่าตัดก็ต้องเริ่มกังวลในเรื่องความเจ็บปวดและความไม่ปลอดภัยอื่น ๆ หรือแม้จะเป็นวิธีการทำหมันโดยผ่าตัดส่องกล้องแบบเดิมที่เจ็บน้อยแล้วก็ตาม แต่ยังคงทำให้เจ็บอยู่บ้างเพราะผิวหนังบริเวณหน้าท้องมีตัวรับสัญญาณความเจ็บปวดมากกว่าบริเวณเยื่อบุช่องคลอด ซึ่งมีตัวรับสัญญาณความเจ็บปวดน้อยมาก จึงทำให้แผลบริเวณหน้าท้องนั้นมีความเจ็บปวด แต่การทำหมันไร้แผลนั้นแทบจะไม่ทำให้เจ็บปวดเลย นอกจากนั้นผู้ป่วยจะไม่มีแผลที่หน้าท้องเลย ทำให้เหมาะกับคุณผู้หญิง เพราะเกี่ยวกับเรื่องความสวยความงาม และโอกาสการเกิดแผลติดเชื้อนั้นน้อยลง นี่จึงเป็นจุดเด่นที่สำคัญของการทำหมันแบบไร้แผล นอกจากนั้นวิธีผ่าตัดด้วยการส่องกล้องแบบเก่าจะมีข้อจำกัดบางประการอย่างในกรณีคนไข้เคยได้รับการผ่าตัดและผนังหน้าท้องมีพังผืดเกาะเยอะมาก ก็จะไม่เหมาะกับการผ่าตัดผ่านกล้องแบบเก่า แต่การผ่าตัดผ่านกล้องไร้แผลได้ทลายข้อจำกัดต่าง ๆ เหล่านั้นออกไปได้แม้จะยังไม่ทั้งหมด แต่ก็เรียกว่าเป็นประโยชน์ต่อการรักษามากขึ้นกว่าเดิมเยอะทีเดียว

ทั้งนี้ก่อนการตัดสินใจทำหมันแบบไร้แผล สิ่งสำคัญคู่สามีภรรยาต้องแน่ใจแล้วว่ามีบุตรพอแล้วและไม่ต้องการมีบุตรอีก เพราะการทำหมันไร้แผลเป็นการทำหมันถาวร ถึงแม้จะสามารถทำการผ่าตัดแก้หมันได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ในการทำหมันไร้แผลคนไข้ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ แค่เตรียมตัวเหมือนการผ่าตัดทั่วไปเท่านั้น

คุณหมอสันติได้ทิ้งท้ายไว้กับเราว่า “ในการตัดสินใจทำหมันไร้แผลเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ได้หนักหนาอย่างที่คิด เพราะไม่ได้มีการคิดค่ารักษาพิเศษอะไรเพิ่มเติม ดังนั้น ถ้าคุณสามารถรับภาระในเรื่องค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทำหมันแบบส่องกล้องทั่วไปได้ การทำหมันไร้แผลก็จะไม่เป็นปัญหาแน่นอน เพราะอัตราก็จะเท่า ๆ กับการทำหมันแบบส่องกล้องทั่วไปนั่นเอง”

หากคุณคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะคุมกำเนิดโดยการทำหมัน วิธีการทำหมันที่ไม่มีแผลและไม่เจ็บแบบนี้ แถมค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้สูงมากอย่างที่คิด น่าจะเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ ในใจคุณได้เลย


Divine Mocktail

ประโยชน์ของทับทิม

  • น้ำทับทิมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีมาก
  • ช่วยลดความดันเลือด
  • ป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหลอดเลือดอุดตัน
  • ลดอาการอักเสบต่างๆ ของร่างกาย
  • มีฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับได้

สารพิษโลหะหนัก กับสุขภาพของคนในยุคปัจจุบัน

ในสภาวะแวดล้อมในสังคมปัจจุบันทุกวันนี้ มีการพัฒนาไปมากทั้งทางด้านวัตถุและเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบที่ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมรอบตัวที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาสารพิษตกค้างต่างๆ ที่ร่างกายของเราอาจจะได้รับเข้ามาโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะสารพิษในกลุ่มพวกโลหะหนัก เช่นสารตะกั่ว สารปรอท แคดเมียม สารหนู และอะลูมิเนียม เป็นต้น ซึ่งสารพิษดังกล่าว ร่างกายของเราอาจจะได้รับเข้ามาทีละเล็กทีละน้อย เมื่ออยู่ในระดับที่น้อยอาจจะไม่ส่งผลใดๆ กับร่างกาย แต่หากการสะสมของโลหะหนักมีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ และอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่ว่าจะเป็นหัวใจและหลอดเลือด สมอง ตับ ไต และต่อมไร้ท่อ

สารพิษโลหะหนักสามารถเข้าสู่ร่างกายของคนเราได้ทั้งในรูปแบบการรับประทานเข้าไป การสูดดม หรือแม้แต่การสัมผัสที่ผิวหนัง ซึ่งพิษของโลหะหนักมีได้ทั้งพิษแบบเฉียบพลัน หรือเป็นพิษแบบเรื้อรัง

อาการของผู้ที่สงสัยว่ามีภาวะเป็นพิษจากโลหะหนัก

ที่พบได้บ่อยเช่น ปวดศีรษะบ่อยๆ ไม่ทราบสาเหตุ ปวดตามร่างกาย อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย เหน็บชา ตามปลายมือปลายเท้า เป็นตะคริวบ่อยๆ หรือมีปัญหาผื่นแพ้หรือลมพิษ เป็นต้น หากโลหะหนักมีการสะสมในร่างกายเป็นเวลานานๆ จะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระหรือ Oxidative stress ที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดกลุ่มโรคเรื้อรังเช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคอัลไซเมอร์ และโรคมะเร็ง เป็นต้น

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงที่อาจจะมีสารพิษโลหะหนักตกค้างในร่างกาย

ได้แก่ ผู้ที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ที่มีกิจกรรมนอกร่ม ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ ผู้ที่ชอบทำสีผมทำเล็บ ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารทะเลที่มาจากแหล่งปนเปื้อนน้ำเสียที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ที่มีวัสดุอุดฟันแบบอะมัลกัม และผู้ที่รับประทานผักผลไม้ที่การปนเปื้อนยาฆ่าแมลงเป็นประจำ เป็นต้น

หากคุณผู้อ่านสงสัย ว่าอาจมีสารพิษโลหะหนักตกค้าง สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจได้ โดยหากตรวจพบว่ามีสารพิษโลหะหนักตกค้างจริง จะมีการรักษาต่อไปอย่างเหมาะสม

 

นพ. อรรถสิทธิ์ อมรถนอมโชค

ปริญญาบัตร/วุฒิบัตร
แพทยศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ.2543
เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ


การดูแลสุขภาพเมื่อต้องทำงาน Night Shift

ในทุกวันนี้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่จะต้องทำงานในเวลากลางคืน หรือบางคนก็ต้องทำงานเป็นกะ มีการสลับเวลาอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ รปภ. พนักงานร้านสะดวกซื้อ เจ้าหน้าที่เซิร์ฟเวอร์ รวมไปถึงแพทย์และพยาบาลด้วย การทำงานเป็นกะในช่วงกลางคืนนี้ จะทำให้เวลานอนของผู้ประกอบอาชีพนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไป ก่อให้เกิดผลต่อสุขภาพตามมาได้ ปัญหาสุขภาพของคนทำงานในช่วงกลางคืนมีอะไรที่น่าเป็นห่วงบ้าง เรามาดูกันเลย

  1. ร่างกายขาดวิตามิน D

วิตามิน D ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของคนเรามักจะมีอยู่ในแสงแดด ซึ่งวิตามิน D จะมีส่วนช่วยในเรื่องของกระดูก และเรื่องของภูมิคุ้มกัน ช่วยในการป้องกันโรคมะเร็ง และก็ยังมีผลต่อระบบเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย คนทำงานกะกลางคืนมีโอกาสที่จะขาดวิตามิน D ได้สูง เนื่องจากไม่ได้โดนแดดเลย และเมื่อขาดวิตามิน D ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไป จึงทำให้คนที่ทำงานกะกลางคืนทั้งหลายมีโอกาสจะเกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมาได้ง่ายกกว่าคนทำงานเวลากลางวันทั่วไป

ข้อแนะนำในการแก้ปัญหาสำหรับคนทำงานกลางกะกลางคืน : หลายๆ คนรู้ว่าตนเองอาจจะขาดวิตามิน D เพราะปกติไม่ค่อยได้โดนแดดสักเท่าไหร่ ก็จึงเลือกที่จะซื้อวิตามินมารับประทานเอง แต่ตรงนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดีและทางออกที่ถูกต้องเสมอไป เพราะวิตามินเสริมต่างๆ ถ้ารับประทานไม่ถูกต้องก็อาจจะเกิดการสะสมในร่างกายจนกลายเป็นสารพิษได้เหมือนกัน หรือการรับประทานวิตามินที่ละลายในไขมัน ถ้ากินผิดอาจเกิดการสะสมเป็นพิษได้ ดังนั้นจึงแนะนำว่าควรมาขอคำปรึกษาจากหมอ ให้หมอช่วยดูในเรื่องอาหารเสริมหรือวิตามินตรงนี้ให้จะดีกว่าจะได้รับประทานได้อย่างถูกต้อง

  1. มีปัญหาเรื่องการนอน

โดยทั่วไปแล้วในเรื่องของการนอนในคนปกติทั่วไป ร่างกายของเราจะเหมือนมีนาฬิกาที่ทำงานอยู่ด้านในเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย เมื่อเรานอนในตอนกลางคืน พอถึงตอนเช้าเริ่มมีแสง นาฬิกาในร่างกายเราจะปลุกให้เราตื่นขึ้นเพื่อให้เราได้รับแสงแดดอันเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการทำงานต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งการตื่นมารับแสงในตอนเช้านั้นก็จะช่วยทำให้ร่างกายตื่นตัวและมีการปรับตัวให้พร้อมกับการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อทำกิจกรรมต่างๆ ไปทั้งวันแล้ว พอถึงตอนเย็นพระอาทิตย์ตก ฮอร์โมน Melatonin ก็จะหลั่ง ซึ่งปกติแล้วฮอร์โมนชนิดนี้จะหลั่งออกมาตอนกลางคืนเพื่อทำให้เราง่วงนอนและหลับได้สนิท เมื่อหลังสนิทแล้วร่างกายจะเริ่มหลั่ง Growth ฮอร์โมน เพื่อซ่อมแซมและปรับสมดุลร่างกาย ซึ่งกลไกนี้จะเป็นปกติทั่วไปเหมือนๆ กันทุกคน แต่สำหรับคนที่ทำงานในกะกลางคืน กลไกการทำงานในร่างกายส่วนนี้จะผิดเพี้ยนไปจากคนที่ทำงานกลางวัน เพราะคนที่ทำงานกะกลางคืนจะต้องนอนในตอนเช้าหรือตอนกลางวัน ซึ่งฮอร์โมน Melatonin จะมีความไวต่อแสง ถ้าร่างกายถูกแสงแม้เพียงเล็กน้อย ฮอร์โมน Melatonin จะไม่ทำงานหรือทำงานน้อยลง ซึ่งทำให้การหลับนอนของคนที่ทำงานกะกลางคืนไม่สมบูรณ์ อาจจะหลับๆ ตื่นๆ หรือหลับไม่สนิท

ข้อแนะนำในการแก้ปัญหาสำหรับคนทำงานกลางกะกลางคืน : ต้องสร้างบรรยากาศและปัจจัยแวดล้อมให้เอื้อต่อการนอนหลับพักผ่อนให้มากที่สุด พยายามทำให้ห้องที่เรานอนมืดให้มากที่สุด ซึ่งคุณควรหาอุปกรณ์หรือเครื่องมือมาช่วยให้การนอนของคุณเป็นการนอนที่สบายที่สุด อย่างเช่น อาจจะปิดไฟ ปิดม่าน หรือใช้ที่ปิดตา ใช้หมอนนุ่มๆ หมอนรองคอ ที่อุดหู หรือหาวิธีผ่อนคลายความเครียดลงให้ได้มากที่สุด การทำเช่นนี้เป็นการหลอกร่างกายว่าตอนนี้เป็นช่วงค่ำแล้วเป็นช่วงเวลานอนและเวลาพักผ่อนแล้ว ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสามารถหลั่งฮอร์โมน Melatonin ออกมาและทำให้เราหลับสนิทมากขึ้น ซึ่งถ้าคุณทำได้แบบนี้ร่างกายก็จะปรับสมดุลได้เร็ว

  1. โรคภัยรุมเร้า ร่างกายเสื่อมเร็ว

การนอนผิดเวลา หรือการไม่ได้หลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ ส่งผลให้การทำงานของฮอร์โมนทั้ง Melatonin และ Growth ฮอร์โมนทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้การซ่อมแซมร่างกายดำเนินไปได้อย่างไม่เต็มที่ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย มีภูมิคุ้มกันลดลง โรคภัยต่างๆ ก็เข้ามากร่ำกรายได้ง่าย ร่างกายไม่มีการซ่อมแซมตัวเองจึงชำรุดทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว คือร่างกายจะเสื่อมเร็วกว่าคนปกติทั่วไปนั่นเอง

ข้อแนะนำในการแก้ปัญหาสำหรับคนทำงานกลางกะกลางคืน : สิ่งสำคัญก็คือต้องสร้างบรรยากาศและปัจจัยแวดล้อมให้เอื้อต่อการนอนหลับพักผ่อนให้มากที่สุด เมื่อตื่นขึ้นมา ก็อาจจะมีการออกไปทำกิจกรรมอะไรบ้างเพื่อให้ร่างกายได้มีการเจอแสงบ้าง ร่างกายจะได้ปรับสมดุล และก็ควรจะมีการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมอย่างการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ด้วย

คำแนะนำสุดท้ายที่หมออยากฝากทิ้งท้ายก็คือ คนที่ทำงานกะกลางคืนควรหาเวลาหรือโอกาสเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพบ้าง จะได้รู้ว่าสภาพร่างกายของตนเองเป็นอย่างไร ทรุดโทรมลงไปบ้างไหม หากมีปัญหาหมอจะได้ให้คำปรึกษาแนะแนวทางที่ถูกต้องได้ อย่าคิดว่าการซื้ออาหารเสริมมารับประทานเองจะแก้ไขปัญหาได้เสมอไป เพราะจริง ๆ แล้วถ้าคุณทำงานกะกลางคืนและมีปัญหาการนอนร่วมด้วย หมอจะต้องทำการวินิจฉัยก่อนว่าคุณมีปัญหาการนอนจากสาเหตุใดเป็นหลัก หากต้องจ่ายยาหรือวิตามินเสริมก็จะเป็นยาหรือวิตามินเสริมที่ตอบโจทย์ปัญหาคุณได้ตรงจุดที่สุดดีกว่าการคลำแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

 

พญ. จิตแข เทพชาตรี

ปริญญาบัตร/วุฒิบัตร
แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ.2545


กรดไหลย้อน

คุณรู้หรือไม่ว่าโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้องของเราเอง และหนึ่งในนั้นก็คือ “โรคกรดไหลย้อน” ในปัจจุบันเราจะได้ยินผู้คนพูดถึงเรื่องโรคนี้กันบ่อยมากขึ้น ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโรคกรดไหลย้อนเป็นโรคหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นโรคนี้ได้ ในครั้งนี้เราจึงจะมาทำความรู้จักโรคนี้กันให้มากขึ้น เพื่อให้เราทุกคนอยู่ห่างไกลจากโรคนี้

ทำความรู้จักกับโรคกรดไหลย้อนให้ดียิ่งขึ้น

โรคกรดไหลย้อน ในทางการแพทย์เราเรียกว่า Gastroesophageal Reflux Disease หรือ GERD เป็นโรคที่พบได้ทุกเพศทุกวัย แม้แต่เด็กๆ ก็สามารถเป็นโรคนี้ได้ จัดเป็นโรคทางเดินอาหารชนิดหนึ่ง กรดไหลย้อนเป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก เรอเปรี้ยวบ่อยๆ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นจากสาเหตุใด

โรคกรดไหลย้อนนั้นเรียกได้ว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้องของเรานี่เอง อย่างการรับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนทันที การทานอาหารมันๆ หรือการทานเยอะเกินไป จนทำให้เกิดความผิดปกติของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหาร หรือความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร กรดจากกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหารได้มากขึ้นนั่นเอง

ปัจจัยใดบ้างที่ทำเสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อน

อย่างที่เรียนให้ทราบโรคนี้หลักๆ เกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น ปัจจัยหลักๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ก็คือ ภาวะน้ำหนักเกิน พฤติกรรมการรับประทานและการนอน อย่างการรับประทานแล้วนอนทันที การรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว อย่างส้ม มะนาวบ่อยๆ การรับประทานช็อคโกแลต หรืออาหารที่มีส่วนผสมของมิ้นท์ พวกนี้จะทำให้หลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวได้บ่อยขึ้นนำไปสู่การเกิดกรดไหลย้อนได้ นอกจากนั้นความอ้วน การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยเสริมที่มีส่วนทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้เช่นกัน

ความเครียดส่งผลต่อโรคกรดไหลย้อนหรือไม่

อันนี้แน่นอน ความเครียดสัมพันธ์กับเรื่องกรดไหลย้อนโดยตรง เพราะความเครียดส่งผลในด้านลบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ในทางการแพทย์เรามักจะพบว่าคนที่มีความเครียด มักจะมีภาวะที่เรียกว่า ภาวะหลอดอาหารมีความไวเกินต่อสิ่งกระตุ้น (Esophageal hypersensitivity) หลอดอาหารจึงอ่อนไหวต่อกรด เมื่อมีกรดไหลย้อนขึ้นมาเพียงเล็กน้อย คนกลุ่มนี้ก็จะมีอาการแสดงให้เห็นทันที คือรู้สึกได้ไวมากกว่าคนปกติทั่วไป

อาการของโรคกรดไหลย้อนเป็นอย่างไร

อาการที่ชัดเจนของโรคนี้ คืออาการแสบร้อนกลางอก มีอาการเรอเปรี้ยวบ่อยๆ แต่ก็มีไม่น้อยที่มาพบหมอด้วยอาการที่ไม่ชัดเจนเช่นนี้ จะมาพบหมอในหลายๆ อาการที่แตกต่างกันไป เช่น เจ็บหน้าอก ไอเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ หรือหูอักเสบ ซึ่งแพทย์ที่ตรวจอาจจะไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของโรคดังกล่าวจึงมีการส่งตัวมาตรวจกับหมออีกแผนกจึงจะทราบว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน ตรงนี้จึงกล่าวได้ว่าโรคกรดไหลย้อนนั้นมีหลายอาการที่แสดงออกมาทั้งแบบเด่นชัดและแบบซ่อนเร้น

โรคกรดไหลย้อนรักษาได้อย่างไร

เบื้องต้นเมื่อมาพบหมอ ก็จะต้องมีการซักประวัติกันก่อน เพื่อดูว่าคนไข้มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้างที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ถ้าวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน เบื้องต้นหมอก็จะให้คำแนะนำในเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ร่วมกับการให้ยาลดกรด การปรับพฤติกรรมนั้นจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งหมอก็จะแนะนำให้ปรับเรื่องของปริมาณของอาหารที่รับประทานและชนิดของอาหาร การงดรับประทานอาหารก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง พยายามลดการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยลดอาการได้เป็นอย่างดี

โรคกรดไหลย้อนถ้าไม่รักษาอันตรายหรือไม่

หากเป็นโรคกรดไหลย้อนแล้วปล่อยเนิ่นนานจนเป็นเรื้อรัง ก็จะส่งผลให้หลอดอาหารมีแผล หรือหลอดอาหารตีบ ทำให้กลืนติดกลืนลำบาก หรือบางคนร้ายแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งที่หลอดอาหารเลยก็ได้ เพราะหลอดอาหารส่วนปลายมีการสัมผัสกับกรดมากเกินไป ทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

โรคกรดไหลย้อนซื้อยารับประทานเองได้หรือไม่

จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องผิด ยาที่มีการวางขายก็สามารถรับประทานได้ แต่จะให้ดีก็แนะนำว่าควรมาให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยก่อนเพื่อความแน่นอนจะดีกว่า แม้ว่าเราจะสังเกตอาการแล้วพบว่าเรามีอาการใกล้เคียงกับกรดไหลย้อน แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นโรคนี้เสมอไปก็ได้ ดังนั้น การซื้อยาลดกรดมารับประทานแม้จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี แต่ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเสมอไป เพราะยาต่างๆ ถ้ารับประทานนานๆ หรือบ่อยๆ ก็คงไม่ส่งผลดีต่อร่างกายแน่นอน

ดังนั้น ใครที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง หมอก็แนะนำว่าให้รีบปรับเปลี่ยนโดยเร็วจะเป็นการดีที่สุดก่อนที่โรคกรดไหลย้อนจะเข้ามาคุกคามคุณและบั่นทอนคุณภาพชีวิตของคุณเอง

 

นพ. อนุพงศ์ ตั้งอรุณสันติ

ปริญญาบัตร/วุฒิบัตร
คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล พ.ศ. 2547
สาขาอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร